ถอดรหัส พระพุทธชินราชได้ความสรุปคร่าวๆ ว่า มีปริศนาทั้งทางโลกและทางธรรมแฝงอยู่ สำหรับผู้ปฏิบัติงาน โดยแยกเป็นส่วนๆ คือ
สมมติฐานเกี่ยวกับองค์พระ เดิมผู้วิจัยมีความเข้าใจจากการสังเกต จากการเรียนรู้ จากการดู จากการสัมผัสองค์จริง และจากการปฏิบัติงานปั้นหล่อซ้ำๆ ทบทวนเพื่อทำความเข้าใจในรายละเอียด มีความเข้าใจว่า
– องค์พระพุทธชินราชมีโครงสร้างเป็นเหลี่ยม
– มีตำนานเรื่องเล่าสืบต่อกันมาหลากหลายมีความคล้ายคลึงกัน
– จากที่มีการขุดค้นของเก่าโบราณวัตถุบริเวณวัดใหญ่ และวัดรอบๆ เขตที่ผ่านมานั้นมีการขุดค้นพบพระพุทธรูปที่เป็นศิลปะอู่ทองเป็นส่วนใหญ่
– การสร้างพระพุทธราชจำลองพิธีใหญ่ๆ หลายรุ่น มีการสร้างพระพุทธรูปศิลปะสมัย อู่ทอง เชียงแสน สุโขทัย ด้วยจำเป็นเหตุให้เข้าใจว่า
– โครงสร้างเหลี่ยมน่าเกิดจากอะไร ถ้ากล่าวถึงยุคของศิลปะความที่เป็นสี่เหลี่ยมจะมีขอม หริภุญชัย อู่ทอง อยุธยา หรือจะเป็นเอกลักษณ์ของหริภุญชัยหรืออู่ทอง ผสมล้านนา
– รายละเอียดข้างในองค์พระส่วนใหญ่เป็นเทคนิคงานปั้นของสุโขทัยผสมเชียงแสน
การศึกษาพุทธลักษณะของพระพุทธชินราชองค์จริง ณ วัดใหญ่ พิษณุโลก
หน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว = 115 นิ้ว = 292 เซนติเมตร เมื่อเทียบวัดส่วนสูง และส่วนความกว้างของหน้าตักพระจากรูปถ่ายแล้ว สัดส่วนของหน้าตักจะตกที่เหนือกระหม่อม นั้นแสดงว่าตัวเลขสัดส่วนนี้น่าจะแสดงถึงสัดส่วนในการขึ้นแกน ขึ้นหุ่นองค์พระ
การศึกษาพุทธลักษณะของพระพุทธชินราชองค์จริงโดยมีประวัติและตำนานการสร้างเป็นกรอบในการศึกษาพบว่า รายละเอียดของพระพุทธชินราชนั้นมีลักษณะผสมผสานกันด้วยพุทธลักษณะของสุโขทัย เชียงแสน หริภุญชัย ทั้งส่วนองค์พระและส่วนของซุ้มเรือนแก้วมีรายละเอียดหลัก คือ
…. ทำรูปวาดเส้น มีรายละเอียดชี้ให้เห็นเปรียบเทียบข้อแตกต่าง
โครงเส้นหลักเป็นเหลี่ยมแบบหริภุญชัย
โครงสร้างที่เป็นลำมีลักษณะแบบเชียงแสน
โครงสร้างที่มีความโค้งมน มีลักษณะแบบสุโขทัย เชียงแสน
โครงเส้นโค้งด้านข้างมีลักษณะค่อนข้างตรงแบบเชียงแสน รายละเอียดมุมหักมุมโค้งจะเป็นสุโขทัยผสมผสานกับเชียงแสน
โครงสร้างทางกายของบุรุษมากกว่า คือดูลักษณะมีความเข้มแข็ง ใหญ่โต หากเพ่งมองที่จุดใดจุดหนึ่งจะรู้สึกว่ามีความใหญ่โตมาก แต่เมื่อดูรวมๆ แล้วจะดูกลมกลืน ดูไม่ใหญ่โต รายละเอียดหลักจะเป็นสุโขทัยผสมผสานกันเชียงแสน
แสงเงามีการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนผสมผสานกับทั้งสามสมัย มีความกว้างกว่าเชียงแสน และสุโขทัย แต่แคบกว่าศริสัชนาลัย
แสงเงาบนใบหน้าปรากฎลักษณะเป็นสามง่าม หรือตรีศูลชัดเจน แนวกลางสันจมูก และแนวแก้มทั้งสองฝั่ง
อุณาโลมเป็นลักษณะสร้างแยกคนละส่วนกับองค์พระ มีการฝังอัญมณีประดับพลอย
ส่วนรายละเอียด เมื่อทำการศึกษาโดยละเอียดขึ้นพบว่า
– ส่วนรัศมี สุโขทัย ที่โคนฐานมีลักษณะรูปทรงเกศตุ้มแบบเชียงแสน เปลวเพลิงเชียงใหม่ล้านนาจะขูเป็นรูปตัวยู U ผสมกับเกศเปลวเพลิงรูปแจกันทรงสามเหลี่ยม ทำให้เกศโดยรวมมีขนาดใหญ่และเปลวเพลิงสะบัดพริ้วแบบสุโขทัยมีเงาแบบเปลวไฟด้วยการผสมของเงาแสงของเส้นขนมจีนแบบสุโขทัย ทรงกลมมนของเกศตุ้มและทรงกลีบบัวแบบเชียงแสนเชียงใหม่
– ขนดกลางของรัศมี ด้านหน้าเป็นลักษณะ อุนิพพาน ขนดเวียนทวนเข็มนาฬิกา ส่วนด้านหลังเป็นลักษณะ อุบังเกิด ขนดเวียนตามเข็มนาฬิกา
– บัวรองกลีบชูแหลมแบบเชียงใหม่ ลอนบัวเล็บช้างแบบสุโขทัยวางเทินบนโมลีโดยไม่มีชั้นลูกแก้วรอง
– ส่วนพระเศียรใหญ่ลักษณะศีรษะมนุษย์ เศียรกลมทุยแบบสุโขทัย
– ส่วนเม็ดพระศกทรงจอมสามเหลี่ยมแบบสุโขทัย ฐานโตแบบเชียงแสนขนดม้วนแบบสุโขทัย แต่ทรงสูงกว่า มีลักษณะขนดจากด้านบนลงด้านล่างแบบเชียงแสนทำให้มีการกดตัวระหว่างชั้นมีร่องตื้นกว่าแบบสุโขทัยที่มีการปั้นจากด้านล่างขึ้นบนที่ขนดแล้ววางลงแบบเทคนิคงานปั้นปูนที่จะเกิดร่องลึกเป็นธรรมชาติมากกว่า
– พระนลาฎแบนแบบเชียงแสน กว้างแบบหริภุญชัย ดูมีแผ่นร่องกลางแบบเชียงแสน กระหม่อมอิ่มแนวใกล้ตีนผมแบบสุโขทัยเล็กน้อย
– พระขนงโก่งแบบสุโขทัย มีองศาหักคล้ายปีกนกแบบหริภุญชัย หางโค้งเชียงแสนไม่งอนสะบัดแบบสุโขทัย แต่ซ่อนรายตวัดไว้ใต้ร่องคิ้วปัดตวัดโค้งแบบสุโขทัยเป็นแค่เงาบางๆ
– ดวงพระเนตรประดับด้อยเปลือกมุกไฟ หัวตา 2 ชิ้น หางตา 2 ชิ้น ตาดำ 1 ชิ้น เหลือบต่ำ ดวงพระเนตรนัยตาดำทำด้วยนิลเม็ดเล็ก ทำมุมองศาไปที่ปลายพระนาสิก ประหนึ่งอยู่ในอาณาปาณสติ
– พระนาสิกมีสันฐานใหญ่แบบศริสัชนาลัย ทรงสามเหลี่ยมแบบเชียงแสน มีความโค้งมนแบบสุโขทัยสันกลางเป็นลำ
– ลอนพระนาสึกเล็กแบบเชียงแสน ใต้ลอนพระนาสึกปากองศาเปิดเอียงกว่าเชียงแสนแต่น้อยกว่าสุโขทัย
– รูจมูกกดปาดด้วยปลายนิ้วแบบเชียงแสนบางๆ จากดั้งจมูกลากออกเบาๆ เกิดเป็นเงาดำลึกมีมิติแบบสุโขทัย
– ปลายพระนาสิกด้านบนโตใหญ่มีความโค้งมนแบบศริสัชนนาลัย มีความงุ้มแบบสุโขทัย ปลายพระนาสิกด้านล่างมีความใหญ่โตแบบศรีสัชนาลัย องศาลาดแบบสุโขทัย แต่ดูไม่มากเนื่องด้วยความโตของเนื้อปลายพระนาสึก
– เนื้อใต้จมูกเกิดจากการผสมของรูปสามเหลี่ยมแบบเชียงแสนมีจุดน้ำย้อยที่ปลายจมูก กับรูปสามเหลี่ยมแหลมงุ้มปากนกของสุโขทัยมีจุดน้ำย้อยที่ปลายจมูก รวมกันเป็นลอนโค้งใหญ่ จุดน้ำย้อยที่บริเวณตกท้องช้างกลางเนื้อใต้จมูก จึงสังเกตุได้ว่าจมูกมีความใหญ่โตลักษณะการเกิดแบบเดียวกับเกศ น้ำหยดจากกลางใต้เนื้อผ่านร่องหน้าออกพอดี
– พระโอษฐ์กว้างแย้มแบบหริภุญชัย มีทรงสันนูนแบบพระเชียงแสนเล็กน้อยแต่ไม่มาก มีลอนปากกลมแบบสุโขทัยแต่มีความลึกไม่มาก องศาการปาดเนื้อริมพระโอษฐ์แบบเชียงแสน ทำให้เนื้อปากเป็นกลมผสมการปาดออกแบบแบนมีความโค้งเล็กน้อย
– เงาของจมูกที่โค้งที่ตกกระทบลงบนปากเป็นเงามีความโค้ง ส่งผลให้ปากที่แบบดูมีความโค้งนับเป็นภูมิปัญญาเชิงช่างที่ใช้แสงในการกำหนดเส้น กำหนดความรู้สึกจากการมองเห็นได้
– พระหนุมีความใหญ่โตแบบอยุทธยา รูปทรงกลมแบบสุโขทัย แต่มีความป้านแบบพระเชียงแสน
– ส่วนพระศอชูแบบสุโขทัย ยอดพระศอบานออกรับกับเศียรแบบพระเชียงแสน มีเส้นพระศอและเนื้อพระศอแบบพระอยุทธยา
ส่วนของลำตัว สังเกตุได้ว่ามีทรงและเทคนิคการปาดแสงเงาล้อกับใบหน้าเช่น
– ส่วนอก ดูมีความกว้างใหญ่แบบสุโขทัย มีความแบนแบบเชียงแสน แต่ด้วยการปาดข้างลึกแบบสุโขทัยทำให้ดูอวบอิ่มผายรับกับรูปหน้า
– ส่วนลำตัวช่วงลิ้นปี่มีการกดต่ำลงทำให้ลำตัวดูพองลักษณะมีลมแบบศรีสัชนาลัยแต่ไม่มาก
– ส่วนลำตัวเป็นแนวตรงนี้เกิดจาก ลำตัวปาดมีน้ำหนักแนวเดียวกับการปาดใบหน้าที่อยู่ระหว่างสุโขทัยที่มีความโค้งช่วงกลางลำตัว หริภุญชัยที่มีลำตัวช่างกลางเกือบตรง และเชียงแสนที่มีจุดเปลี่ยนโค้งเยื้องลงมาทางด้านล่าง เมื่อผสมกันทำให้ลำตัวเป็นลำตรง แต่มิติของเนื้อลำตัวมีการปาดผสมเป็นชั้นๆ รวมตัวของแต่ละสมัยเช่นกัน
– ส่วนท้องมีไม่มากคล้ายๆ เชียงแสน
– ส่วนพระนาภีมีเนื้อไม่มากแบบเชียงแสน แต่ดูเป็นลอนแบบสุโขทัยเนื่องด้วยส่วนเอวและส่วนเส้นขอบชายผ้ามีแนวเส้นกดบางๆ และมีการทำร่องเงาแนวกลางแบบสุโขทัยบางๆ ทำให้ดูมีลอนท้องที่ใหญ่
ส่วนของแขน
– ต้นแขนเป็นลำท่อนบนต่อจากไหล่มีขนาดใหญ่กว่าด้านศอกเล็กน้อยแบบ… มีการปาดจากรักแร้ถึงกลางข้อพับทำให้มองผิวเผินแขนจะเรียวลงแบบสุโขทัย โดยมีแสงด้านนอกบังคับ ส่วนแนวครึ่งแขนด้านในจะเป็นแนวตรงแบบเชียงแสน
– ปลายแขน เป็นลำรูปไข่ มีความสะดุ้ง มีความกลมกลึง
ส่วนของมือ
– อุ้งมือดูอูมเล็กน้อยทรงแบบดอกบัว
– นิ้วโป้ง ใหญ่มีความสมบูรณ์ เรียวยาว เล็บโชว์เปิดเล็กน้อยลักษณะปลายงอนขึ้น
– นิ้วทั้ง 4 เรียวยาวเสมอกัน โคนนิ้วดูกลมใหญ่ กลางนิ้วดูมนรูปไข่ ปลายนิ้วงอนเล็กน้อย นิ้วชี้มีสะดุ้งเล็กน้อย ปลายเล็บแอ่นงอนเสมอกัน มีเนื้อบริเวณปลายนิ้ว ลักษณะเดียวกับเนื้อปลายติ่งหู ทำให้ดูอิ่มสมบูรณ์
ส่วนของขา
– เข่า ใหญ่แต่ไม่มาก มีความเกลมกลืนกับส่วนขาพอๆ กับพระเชียงแสน ใต้เข่ายกทำให้ดูกลมมนมีความอ่อนโค้งแบบสุโขทัย ของเส้นผ้าเป็นแนวหักกลมผสมเหลี่ยมทำให้ดูเขากลมมนขึ้น
– แข้งเป็นลำวิ่งรับกับหน้าตักที่มีความโค้งเล็กน้อย ทำให้เมื่อดูระยะไกลจะดูหน้าตักอ่อน ดูนั่งมีน้ำหนัก แต่เมื่อดูระยะใกล้จะดูเหมือนหน้าตักตรงมีความแข็งแรงหนักแน่น
ส่วนของเท้า
– ส้นเท้า มีความกลมกลึงใหญ่
– ฝ่าเท้า เล็กยาว เรียบแบน มีความโค้งตัวเล็กน้อย
– นิ้วเท้าเสมือนนิ้วคน ตรงไม่สะดุ้งแบบสุโขทัย ไม่มีลีลาดีดสะดุ้งแบบพระเชียงแสน
– เล็บเท้าใหญ่ลักษณะโค้งงอน มีเส้นขอบบางๆ


